งานสนับสนุนปฏิบัติทางทหาร
งานสนับสนุนกิจการพลเรือน
งานเสริมสร้างความเข้าใจ
งานปลูกฝังอุดมการณ์
แผนรณรงค์ฯ บทความ/ใบปลิว
โครงการเมตตาธรรม





 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



ตำนานเจ้าแม่ลิ้มกอเนี่ยวกับมัสยิดกรือแซะ แห่งเมืองปัตตานี


                 ตำนานของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นที่สักการะบูชาของคนปัตตานี      เป็นสองสิ่งที่มีความแตก ต่างกันทางวัฒนธรรม ที่สามารถอยู่คู่กันมานาน      วันนี้ขอมาเล่าประวัติความเป็นมาของโบราณ สถานที่สำคัญของเมืองปัตตานีทั้ง ๒ เพื่อสืบสานตำนานนี้กันครับ      

         ประวัติเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวนั้นกำเนิดในครอบครัวตระกูลลิ้ม ในสมัยพระเจ้าซื่อจงฮ่องเต้ แห่งราชวงศ์เหม็ง ราวๆ พ.ศ. ๒๐๖๕ - ๒๑๐๙ มีพี่น้องชายหญิงหลายคน มีพี่ชายคนหนึ่งชื่อ "ลิ้มโต๊ะเคี่ยม" ซึ่งรับราชการอยู่ที่ อำเภอ มณฑลฮกเกี้ยน เมื่อบิดาลิ้มโต๊ะเคี่ยมถึงแก่กรรมจึงได้ย้ายมารับราชการที่เมื่องจั่วจิว     ปล่อยให้นาง ลิ้มกอเหนี่ยวและพี่น้องคนอื่นๆ เฝ้าดูแลมารดา

         เล่ากันว่าในช่วงระยะนั้นมีโจรสลัดญี่ปุ่นบุกปล้นและเข้าตีเมืองตามชายฝั่งของจีน ลิ้มโต๊ะเคี่ยมซึ่งเป็นที่รัก ของประชาชนชาวจีนก็ถูกขุนนางกังฉินใส่ร้ายว่าลิ้มโต๊ะเคี่ยมสมคบกับโจรสลัดญี่ปุ่น ด้วยเหตุนี้ลิ้มโต๊ะเคี่ยมจึงถูก ทางราชการประกาศจับ ทำให้ต้องจำใจหลบหนีออกจากประเทศจีน ไปกับพรรคพวกหลายคนไปอาศัยอยู่ที่เกาะ ไต้หวัน     ต่อมาได้เปลี่ยนอาชีพเป็นพ่อค้า โดยได้นำสินค้าจากประเทศจีนบรรทุกเรือสำเภามาขายที่ประเทศไทย และท่าเรือสุดท้ายที่มาขายสินค้า คือ เมืองกรือเซะ (ปัจจุบันคือ บ้านกรือเซะ ตำบลตันหยงลูโละ อำเภอเมื่อง จังหวัดปัตตานี)

         เจ้าเมืองผู้ครองเมืองกรือเซะสมัยนั้นเป็นชาวไทยมุสลิม มีธิดาที่งามเลิศอยู่นางหนึ่ง ซึ่งถือเป็นธรรมเนียม ของพ่อค้าในสมัยก่อน เมื่อนำเรือสินค้าเข้าไปจอดที่เมืองใดก็มักจะนำผ้าแพรพรรณและสิ่งของสวยๆ งามๆ ที่มีค่า ขึ้นไปถวายเจ้าผู้ครองเมืองเป็นของกำนัลเพื่อผูกไมตรี ปรากฏว่าเป็นที่พอพระทัยของเจ้าผู้ครองเมืองเป็นอย่างยิ่ง จึงได้ให้ความสนิทสนมเป็นกันเองอย่างดีเป็นพิเศษต่อลิ้มโต๊ะเคี่ยม

         เนื่องจากลิ้มโต๊ะเคี่ยมเป็นชายหนุ่มรูปงาม อีกทั้งยังมีความรู้ความสามารถในศิลปวิทยาการแขนงต่างๆ หลายด้าน แม้แต่ฝีมือการรบพุ่งก็เก่งกล้าสามารถ จึงเป็นที่สนใจของธิดาเจ้าเมืองกรือเซะ  ซึ่งลิ้มโต๊ะเคี่ยมเองก็ ต้องตาต้องใจในความงามที่เป็นเลิศของนางอยู่ก่อนแล้ว     โดยที่เจ้าเมืองกรือเซะเองก็สนับสนุนอยากได้ ลิ้มโต๊ะเคี่ยมมาเป็นเขย     ในที่สุดลิ้มโต๊ะเคี่ยมและธิดาเจ้าเมืองกรือเซะจึงได้เข้าสู่พิธีวิวาห์ตามหลักศาสนา อิสลาม     โดยลิ้มโต๊ะเคี่ยมยอมเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามตามฝ่ายธิดาเจ้าเมือง เพราะยึดถือความรักเป็น ใหญ่     รวมทั้งลูกเรือที่มากับลิ้มโต๊ะเคี่ยมทั้งหมดก็ไม่กลับประเทศจีน ยอมอยู่กับลิ้มโต๊ะเคี่ยมผู้เป็นนายที่เมือง กรือเซะ และเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม มีภรรยาเป็นคนไทยมุสลิมในเมืองกรือเซะ (ในปัจจุบันยังเหลือร่อง รอยให้เห็นว่าชาวไทยมุสลิมแถบบ้านกรือเซะจะมีผิวขาวแบบคนจีน ซึ่งจะสวยและหล่อกว่าชาวไทยมุสลิมแถบ
อื่น เพราะได้เปรียบในเรื่องผิวนั่นเอง)

         ลูกเรือที่เป็นลูกน้องของลิ้มโต๊ะเคี่ยมทุกคนล้วนมีฝีมือในเชิงรบพุ่ง และมีฝีมือในเชิงดาบ โดยเฉพาะนาย ท้ายเรือ (ต้นหน) เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการหล่อปืนใหญ่ได้ ซึ่งปืนเป็นอาวุธจำเป็นในการรบพุ่งสมัยนั้น อย่างยิ่ง เพราะส่วนใหญ่ใช้ดาบและปืนเป็นอาวุธสำคัญ เจ้าเมืองกรือเซะเองก็เห็นความจำเป็นนี้เช่นกัน จึงได้สั่งให้ หล่อปืนใหญ่ด้วยทองแดงเพื่อไว้ใช้ป้องกันเมือง ๑ กระบอก ครั้นเมื่อหล่อเสร็จได้ทดลองยิงปรากฏว่าปืนแตกใช้ การไม่ได้          ลิ้มโต๊ะเคี่ยมในฐานะผู้อำนวยการหล่อปืนใหญ่จึงสั่งการให้หล่อใหม่อีกครั้ง คราวนี้สำเร็จได้ปืน ใหญ่ ๓ กระบอกชื่อ "ศรีนครี", "มหาเหล่าหลอ" และ "นางปัตตานี" หรือ "นางพญาตานี" เล่ากันว่านายท้ายเรือ (ต้นหน) ที่เป็นผู้หล่อปืนเหล่านี้ ได้จบชีวิตด้วยปืนนางพญาตานีในวันทดลองยิง ด้วยสาเหตุใดไม่แจ้งชัดบ้างก็เล่า ว่าผู้ที่จบชีวิตในวันทดลองยิงปืนเป็นลิ้มโต๊ะเคี่ยมเอง

         หลายปีต่อมา มารดาของลิ้มโต๊ะเคี่ยม ซึ่งอยู่ที่ประเทศจีนไม่เห็นบุตรชายกลับมาจากการค้าขายตามปกติ ก็มีความคิดถึงอีกทั้งเป็นห่วงจนไม่เป็นอันกินอันนอน ลิ้มกอเหนี่ยวกับน้องสาวอีกคนหนึ่งต่างก็มีความสงสาร มารดา ประกอบกับความเป็นห่วงพี่ชายที่ไม่ส่งข่าวมาถึงทางบ้านเลย จึงรับอาสามารดาออกติดตามพี่ชาย เพื่อจะ พากลับบ้านให้ได้        โดยให้สัญญากับมารดาว่า ถ้าไม่สามารถพาพี่ชายกลับมาก็จะไม่ขอมีชีวิตอยู่ต่อไป ลิ้มกอเหนี่ยวกับน้องสาวได้คัดเลือกชายฉกรรจ์ที่มีฝีมือรบพุ่งในเชิงดาบจำนวนประมาณ ๗๐ คน ออกเดินทาง โดยใช้เรือสำเภาติดตามมาจนถึงประเทศไทย โดยแวะที่ท่าเรือเมืองนครศรีธรรมราชเป็นแห่งแรก และได้สืบหา พี่ชายเรื่อยลงมาทางใต้จนถึงหน้าเมืองกรือเซะจึงได้ทอดสมอหยุดเรือที่อ่าวหน้าเมือง และได้พบกับพี่ชายในเวลา ต่อมา

         ฝ่ายลิ้มกอเหนี่ยวกับน้องสาวพำนักอยู่ในเมืองกรือเซะเป็นเวลานานพอสมควร จึงได้ชวนลิ้มโต๊ะเคี่ยม พี่ชายกลับประเทศจีน เพราะมารดาคิดถึง แต่ถูกพี่ชายปฏิเสธทั้งๆ ที่ได้รบเร้าแล้วหลายครั้งจึงทำให้แค้นใจและ น้อยใจในตัวพี่ชาย และมองเห็นแล้วว่าพี่ชายคงไม่ยอมกลับแน่นอน          ซึ่งในช่วงระยะนั้นลิ้มโต๊ะเคี่ยมกำลัง เป็นผู้อำนวยการก่อสร้างมัสยิดอยู่ด้วย ลิ้มกอเหนี่ยวจึงได้ตัดสินใจสละชีวิตตนเองประท้วงพี่ชาย โดยการผูกคอ ตายที่ต้นมะม่วงหิมพานต์          โดยก่อนตายได้สาปแช่งไว้ว่า ขอให้การสร้างมัสยิดที่พี่ชายทำอยู่ไม่มีวันสำเร็จ ส่วนน้องสาวลิ้มกอเหนี่ยวเมื่อเห็นพี่สาวฆ่าตัวตายก็เลยฆ่าตัวตายตาม          และลูกเรือที่มาด้วยทั้งหมดเห็นนาย ฆ่าตัวตายก็พากันฆ่าตัวตายตามนาย โดยวิธีลงเรือแล่นออกไปในทะเลแล้วกระโดดน้ำตายหมดทุกคน เหลือทิ้งไว้ แต่เรือสำเภา ๙ ลำ ลอยอยู่ในทะเล ซึ่งเมื่อขาดการดูแลก็ชำรุดและจมทะเลคงเหลือไว้แต่เสากระโดงเรือ ซึ่งทำ ด้วยต้นสนชูอยู่เหนือน้ำทะเล ๙ ต้น บริเวณดังกล่าวต่อมาได้ชื่อว่า "รูสะมิแล" เป็นภาษามลายู ซึ่งได้มาจาก "รู" แปลว่า "สน" "สะมิแล" แปลว่า "เก้า" รวมความแปลว่า สนเก้าต้น          ในปัจจุบันได้เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

         ฝ่ายลิ้มโต๊ะเคี่ยมผู้เป็นพี่ชาย เมื่อรู้ว่าต้องสูญเสียน้องสาวทั้ง ๒ คนไปเพราะตนเองก็โศกเศร้าเสียใจยิ่งนัก และได้จัดพิธีศพตาม ประเพณีจีนอย่างสมเกียรติให้ โดยทำเป็นฮวงซุ้ย อยู่ที่บ้านกรือเซะ ซึ่ง ปัจจุบันมีการบูรณะเฉพาะฮวงซุ้ย ของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวให้เห็นปรากฏ อยู่จนทุกวันี้ เมื่อเสร็จงานพิธีศพน้องสาวแล้ว ลิ้มโต๊ะเคี่ยมก็ได้ก่อสร้าง มัสยิดที่สร้างค้างต่อไป พอสร้างจวนจะสำเร็จเหลือยอดโดมก็ถูกฟ้าผ่า ยอดโดมพังทลายหมด ลิ้มโต๊ะเคี่ยมก็ยังไม่ยอมแพ้เพียรพยายามสร้าง ต่ออีก ๓ ครั้ง แต่ก็ถูกฟ้าผ่าพังทลายทุกครั้ง ในที่สุดจึงยอมแพ้หมด ความพยายามที่จะสร้างต่อไป แม้แต่เจ้าเมืองกรือเซะเองก็บังเกิดความ กลัวในอภินิหาร ตามคำสาปแช่งจนไม่มีใครกล้าสร้างต่อจนถึงปัจจุบันนี้ และปัจจุบันนี้ได้กลายเป็นโบราณสถาน ที่กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนอนุรักษ์ไว้แล้ว มัสยิดแห่งนี้สร้างในสมัยปลายกรุงศรีอยุธยา นับตั้งแต่เริ่มสร้างจน ถึงปัจจุบันก็เกือบสามร้อยปีแล้ว

         หลังจากที่ลิ้มกอเหนี่ยวสิ้นชีวิตแล้ว ได้เกิดอภินิหารที่ต้นมะม่วงหิมพานต์ที่ลิ้มกอเหนี่ยวผูกคอตาย ด้วย วิญญาณของลิ้มกอเหนี่ยวได้สิงสถิตอยู่ที่นั่น ใครเจ็บไข้ได้ป่วยหรือได้รับความเดือดร้อนประการใด     เมื่อไป บนบานที่นั่นก็จะหายเจ็บหายป่วยพ้นจากความเดือดร้อน ชาวบ้านทั่วไปจึงขนานนามใหม่ว่า เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว นับแต่นั้นมา คัดลอกจาก ประวัติเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ฉบับตระกูลคณานุรักษ์ http://www.kananurak.com

         จากประวัติที่ได้เขียนมาแสดงให้เห็นอย่างหนึ่งว่าในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นี้      มีการผสมผสานกัน ของสองวัฒนธรรมของกลมกลืนและอยู่ร่วมกันของประชาชนที่มีความเชื่อแตกต่างกัน     แต่สามารถอยู่ร่วมกัน ได้อย่างสงบสุขมานานแสนนาน

กลับไปหน้าแรก | กลับไปหน้าหลัก | กลับขึ้นข้างบน



ชุดควบคุมทักษิณสัมพันธ์ กองกำลังสันติสุข ค่ายอิงคยุทธบริหาร
ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ๙๔๑๗๐
โทร : ๐๗๓ ๓๔๐๓๖๑ | แฟกซ์ : ๐๗๓ ๓๔๐๓๗๘
e-mail : stsp_control@yahoo.com